คำแนะนำในการใช้งาน
- การประกอบใส่และถอดยางเรเดียลมิชลิน
- ความดันลมยาง
- กระทะล้อ
- การดูแลรักษายาง
- การเปลี่ยนยาง
- การเซาะร่องดอกยาง
- การจับคู่ยาง
- การหล่อดอกยาง
- การจัดเก็บยาง
ควรปฏิบัติด้วยช่างผู้ชำนาญงานที่ผ่านการอบรมทั้งการใช้เครื่องมือรวมไปถึงสารหล่อลื่นที่ใช้ในการประกอบใส่ยาง
การประกอบใส่ที่ผิดวิธีส่งผลให้ยางเสียหายได้ (ซึ่งเราจะไม่เห็นความเสียหายนั้นในขณะประกอบใส่ยาง) รวมไปถึงยางใน ยางรองคอ และกระทะล้อ ดังนั้นการประกอบใส่ยางจึงควรปฏิบัติตามขั้นตอนที่มิชลินแนะนำ ดังนี้
แบ่งการสูบลมยางเป็น 2 ขั้นตอน
ขั้นที่ 1
• สูบลมยางจนได้ความดันลมยาง 22 psi หรือ 1.5bar
• ตรวจสภาพทั่วไปของยางและกระทะล้อ
ในขั้นตอนนี้หากยางที่ใช้อยู่มีการบวมหรือผิดรูป ควรส่งตรวจสอบโดยช่างผู้ชำนาญ
ขั้นที่ 2
• สูบลมยางจนถึงระดับความดันลมยางที่ต้องการ
• ระหว่างการสูบยางจะต้องวางแนวตั้งในพื้นที่การประกอบใส่ หรือในคอกสูบลม ผู้ปฏิบัติงานควรอยู่ห่างจากพื้นที่บริเวณหน้ายางไม่น้อยกว่า 3 เมตร
ความดันลมยางควรถูกปรับเติมให้มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักบรรทุก ความเร็ว และเงื่อนไขการใช้งาน ซึ่งอัตราความดันลมยางแนะนำมีแสดงอยู่ในตารางความสัมพันธ์ของน้ำหนัก ความดันลมยาง ความเร็ว การเลือกใช้ความดันลมยางที่เหมาะสมส่งผลดีต่อความปลอดภัย หากมีภาวะความดันลมยางต่ำ มีส่วนทำให้ความดันลมยางสูงขึ้นผิดปกติ เป็นผลต่อชิ้นส่วนต่างๆ ในโครงสร้างยาง จนทำให้ยางเสียหายได้
ความต่อเนื่องของการวิ่งใช้งานยางภายใต้ภาวะลมอ่อน อาจะไม่ส่งผลให้เห็นทันที และอาจปรากฏให้เห็นหลังจากที่ปรับลมยางที่ถูกต้องแล้วก็ตาม
- ควรตรวจวัดความดันลมยางเมื่อยางเย็น อย่างทุกสัปดาห์ หรือเมื่อรถเข้ารับการบำรุงรักษา การใช้เครื่องมือวัดที่ปรับเทียบค่าให้ถูกต้องมาตรฐานเป็นส่วนทำให้ค่าความดันลมยางแม่นยำ
- อย่าลืมตรวจวัดและเติมลมยางชุดอะไหล่
- ห้ามปล่อยลมยางขณะยางร้อน
- ฝาครอบวาวล์เป็นตัวป้องกันลมออกชั้นแรก จึงควรมีฝาครอบวาวล์ปิดอยู่เสมอ
(หมายเหตุ : ไส้ไก่ ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมให้ลมผ่านเข้าไปในแกนวาวล์โดยไม่ไหลย้อนกลับมาเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นตัวป้องกันการรั่วออกของลมได้ 100%).
ถ้าความดันลมที่วัดได้ลดลง 5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (psi) หรือมากกว่านั้น ให้มองหาร่องรอยของการถูกบาดตำ วาวล์รั่วซึม หรือกระทะล้อชำรุด ซึ่งอาจมีส่วนทำให้ลมรั่วออกไป ถ้าลมในยางต่ำกว่า 20 % ของอัตราความดันลมที่ใช้อยู่ก็จะถือว่ายางเส้นนั้นไม่มีลมแล้ว ให้ถอดและตรวจสอบหาตำแหน่งที่ถูกบาดตำ หรือความเสียหายอื่นๆ ถ้าพบความเสียหายจากการวิ่งโดยปราศจากลม (วิ่งลมอ่อน วิ่งบด) ปรากฏอยู่ให้เลิกใช้ยางเส้นนั้นทันที
- ควรได้รับการตรวจสภาพอย่างสม่ำเสมอ หากพบรอยแตกร้าวควรถอดเปลี่ยน
- ไม่ควรซ่อมด้วยวิธีการเชื่อม ถ้าจำเป็นต้องเชื่อมให้ถอดยางออกจากกระทะล้อก่อน เพราะเสี่ยงต่อการระเบิดขณะปฏิบัติงาน
- ประกอบใส่ยางคืนดังเดิมเมื่อกระทะล้อเย็นลงแล้ว
- หากจำเป็นต้องมีการเชื่อมในส่วนของตัวรถ เพลารถ บริเวณที่ใกล้กับยาง ควรจะทำการถอดยางออกจากตัวรถเช่นเดียวกัน
- ก่อนที่จะถอดยางออกจากตัวรถ ควรปล่อยลมยางออกก่อน
ยางควรได้รับการตรวจสภาพ ซึ่งแบ่งแยกเป็น 2 ส่วน คือ
• ที่หน้ายาง บริเวณนี้จะเห็นสัญญาณของการสึกว่าปกติดีหรือไม่ รวมถึงการบาด บวมตัว หรือการฝังตัวของวัตถุภายนอก เช่น หิน ตะปู น๊อต
• ที่แก้มยาง อาจพบรอยบาด หรือรอยกระแทก จากการเลี้ยวในวงแคบ หรือแนวบวมบนแก้มยาง
สาเหตุอื่นๆ ของปัญหาในการบังคับขับขี่ เช่น การสั่นกระพือของเพลาล้อหน้า การดึงซ้าย หรือขวาของพวงมาลัย ฯลฯ ควรได้รับการตรวจสอบเช่นกัน
เมื่อมีการสูญเสียลมยางควรหยุดรถให้เร็วที่สุดที่สามารถทำได้ การวิ่งภายใต้ความดันลมยางต่ำเป็นสาเหตุให้ ภายในยางเกิดความร้อนสูง และเสียหายได้
ควรถอดยางจากกระทะล้อ เพื่อหาสาเหตุของการรั่วของลมยาง หากพบความเสียหาย ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเพื่อซ่อมต่อไป
ควรตรวจสอบภายในท้องยาง ก่อนการซ่อมยาง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการแยกตัวเกิดขึ้นในโครงยาง
การเปลี่ยนยางควรพิจารณาปัจจัยเรื่องความเหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน และความสามารถในการรับน้ำหนักของยางประกอบกัน อีกทั้งคำนึงถึงความถูกต้องและสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฏหมายด้วย
เป็นการเพิ่มความลึกของร่องดอกยางเดิม เพื่อเพิ่มระยะทางวิ่งใช้งาน ควรทำเมื่อดอกยางเดิมเหลือความลึกอยู่ระหว่าง 2-3 มม. และให้สอดคล้องตามวิธีการของผู้ผลิต โดยยางที่จะสามารถเซาะร่องได้จะต้องมีสัญลักษณ์ “REGROOVABLE” ที่แก้มยางการเซาะร่องดอกยางยังไม่เปิดให้บริการในประเทศไทย.
เมื่อยางสองเส้นจะต้องนำมาใส่คู่กันในล้อคู่ การจับคู่ยางเพื่อป้องกันการเกิดการสึกผิดปกติ และปัญหาการรับน้ำหนักบรรทุกเกิน มีหลักเกณฑ์ดังนี้
• ต้องเป็นยางขนาดเดียวกัน ชนิดและลายดอกเดียวกัน
• ต้องมีความดันลมยางที่เท่ากัน
• ความลึกดอกยางต้องไม่ต่างกันเกินกว่า 4 มม.
ขาต่อก้านวาวล์สำหรับยางในล้อคู่ จะต้องช่วยให้การตรวจความดันลมยางสะดวกขึ้น
ควรตรวจสอบให้ขาต่อก้านวาวล์ถูกติดตั้งและยึดกับกระทะล้ออย่างถูกต้อง (ดูตัวอย่างในตารางข้างล่าง)
ยางรถบรรทุกมิชลินถูกออกแบบให้สามารถหล่อดอกยางได้เป็นอย่างดี ด้วยกระบวนการของเรคามิคที่ใช้เทคโนโลยีเหนือชั้นกว่าผู้ผลิตรายอื่น ทำให้ได้ดอกยางที่มีคุณภาพเหมือนยางใหม่ และอายุการใช้งานที่เท่ากันหรือใกล้เคียงการส่งยางมาหล่อดอกยางกับเรคามิค จึงเป็นทางเลือกในการลดค่าใช้จ่าย ที่มีประสิทธิภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนการใช้ยางใหม่เพียงอย่างเดียว.
เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการเสื่อมคุณภาพก่อนกำหนด จึงควรเก็บในห้องที่มืด และเป็นพื้นที่ปิด
ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรปกป้องยางจากปัจจัยต่อไปนี้ :
• โอโซน (แสงแดด การเชื่อมโลหะ แสงหลอดไฟที่มีไอปรอท)
• รังสีอัลตาไวโอเลต
• ความเปียกชื้น
ควรจัดวางให้ยางตั้งขึ้น และวางเรียงพิงกันเป็นแถว สำหรับยางใน ยางรองและซีลยาง ควรเก็บไว้ในหีบห่อเดิมแล้วใส่ในชั้นวางหรือภาชนะ เพื่อให้เนื้อยางไม่สัมผัสเศษวัสดุที่อาจติดเข้าไปในท้องยางได้ และป้องกันการถูกเฉือนหรือทิ่มแทงจากสิ่งแหลมคม
คำเตือน:
- การประกอบยางกลับเข้าไปใหม่และเติมลมให้ชุดวงล้อที่ไม่ใช่ชิ้นส่วนชุดเดียวกัน อาจเป็นผลให้เกิดการบาดเจ็บขั้นร้ายแรงหรือถึงแก่ชีวิต การที่ประกอบชิ้นส่วนต่างๆเข้าด้วยกันได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นชิ้นส่วนชุดเดียวกันเสมอไป จงตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นชิ้นส่วนที่เข้าชุดเดียวกันได้จริงก่อนจะนำมาประกอบเข้าด้วยกัน การจับคู่กันระหว่างยางกับวงล้อที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เท่ากันเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง อาจเกิดการระเบิดและส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บขั้นร้ายแรงหรือถึงแก่ชีวิต คำเตือนนี้ใช้กับการจับคู่ผิดของชิ้นส่วนต่างๆทุกชนิด ไม่ประกอบยางกับวงล้อจนกว่าคุณจะสามารถชี้ชัดและจัดส่วนประกอบต่างๆให้ถูกต้องเสียก่อน.
- เพื่อหลีกเลี่ยงการหมดอายุหรือการเสื่อมสภาพก่อนกำหนดของยาง ควรจัดเก็บไว้ในที่แห้งและเป็นพื้นที่ปิด โดยการวางตั้งพิงกันไว้ หากทำไม่ได้ควรปกป้องยางไม่ให้ตากลม หรือสัมผัสกับแหล่งกำเนิดโอโซน(เช่น แสงแดด ประกายไฟจากการเชื่อม แสงหลอดไฟที่มีไอปรอท ฯลฯ) และรังสีอุลตราไวโอเลต(UV)
- อย่าบรรจุหรือเติมลมยางกลับเข้าไปในยางที่ผ่านการวิ่งโดยปราศจากลมหรือลมอ่อนมาก่อน ควรตรวจยางให้ละเอียดถี่ถ้วนเพื่อหาความเสียหายทั้งด้านในและด้านนอกเสียก่อน
- ต้องถอดยางออกจากกระทะล้อก่อนเสมอ ตรวจสอบยางและกระทะล้อโดยละเอียดก่อนนำกลับไปใช้งาน
Hotline: 